สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน
เลขที่ 6 สุขุมวิท ซอย 12 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
02 2294611-28
pda@pda.or.th

[vc_row content_width="grid"][vc_column][vc_column_text] โครงการเชิดชูผู้ทำความดีเพื่อสังคม รางวัลมีชัย วีระไวทยะ โดยการสนับสนุนของมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สาขาการพัฒนาสังคมชนบท เกิดขึ้นจากโครงการเชิดชูผู้ทำความดีเพื่อสังคมเป็นหนึ่งใน 6 รางวัล ซึ่งมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ริเริ่มเพื่อยกย่องเชิดชูให้เกียรติแก่บุคคล หรือองค์กรที่ทำคุณประโยชน์แก่ประชาชน ชุมชนและสังคมตั้งแต่ปี 2550 โดยกำหนดให้รางวัลปีละ 1 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี นอกจากการให้รางวัล มีชัย วีระไวทยะฯ แล้ว มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังให้การสนับสนุนสมาคมฯ เพื่อคัดเลือกบุคคล หรือองค์กรที่ทำความดีเพื่อสังคมในสาขาเดียวกันทุกปี เพื่อรับรางวัลปีละ 1 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมในการสร้างสรรค์สังคมไทยที่ต้องชมเชยเป็นอย่างยิ่งในปี 2550 ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ “เครือข่ายอินแปง” ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรชาวบ้านต้นแบบที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน และชุมชนในจังหวัดสกลนคร อุดรธานี กาฬสินธ์ มุกดาหาร และนครพนม ดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน การสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ และสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กในชุมชน ปี 2551 ได้แก่ “พลโทพิเชษฐ์ วิสัยจร” แม่ทัพภาค 4 (อดีตแม่ทัพภาค 2) เป็นบุคคลตัวอย่างที่ทำความดีเพื่อสังคม โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ อย่างต่อเนื่อง และในปี พ.ศ.2552 นี้ได้แก่ นายสงวน มงคลศรีพันเลิศ ซึ่งเป็นบุคคลที่ทำงานเพื่อสังคมชนบทอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม โดยใช้ศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียงบ้านเขากลม ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ เป็นฐานการเรียนรู้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้รับการยอมรับ และเป็นแบบอย่างอันดีงามต่อเกษตรกร และประชาชนทั่วไปในการคัดเลือกบุคคลหรือองค์กรเพื่อเข้ารับรางวัล มีชัย วีระไวทยะ โดยการสนับสนุนของมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หน่วยงาน หรือผู้สนใจ สามารถส่งชื่อบุคคลหรือองค์กร พร้อมรายละเอียดผลงานได้ที่สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ภายในเดือนมิถุนายนของทุกปี[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]...

[vc_row][vc_column][vc_column_text] ธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน การพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชนในชนบท เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน สถาบันการเงินในชุมชนเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญยิ่ง สมาคมฯ จึงได้จัดตั้งกลุ่มการเงินต่างๆ เช่น กลุ่มกองทุน หรือกลุ่มออมทรัพย์ในพื้นที่เป้าหมายที่สมาคมฯ ดำเนินการอยู่ในทุกศูนย์ฯ/สาขา ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2523 เป็นต้นมา ต่อมาได้มีการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการกลุ่มการเงินต่างๆ จนเป็น ธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน โดยมีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อส่งเสริมการออมเงิน และเสริมสร้างการประหยัดของชาวบ้าน 2.เพื่อเป็นแหล่งงบประมาณในการพัฒนาชุมชนของตนเอง เพื่อเป็นองค์กรกลางในการประสานงานและการจัดกิจกรรมพัฒนาอื่นๆ ของหมู่บ้านด้วย ในขณะเดียวกันสมาชิกมีโอกาสได้พัฒนาตนเอง ครอบครัวและสังคม ผ่านกระบวนการดำเนินงานของธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาไปสู่ธุรกิจชุมชนที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน เป็นสถาบันการเงินในชุมชน ซึ่งบริหารจัดการโดยชุมชนเพื่อชุมชนก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนนานัปการ ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเอง ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน อันเป็นแนวทางของการพัฒนาชุมชนแบบเศรษฐกิจพอเพียง ธนาคารพัฒนาหมู่บ้านยังสามารถนำเงินกำไรส่วนหนึ่งไปจัดตั้งเป็น "กองทุนพัฒนาหมู่บ้าน" เช่น กองทุนสวัสดิการ กองทุนการศึกษา กองทุนช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ กองทุนผู้สูงอายุ เป็นต้น ปัจจุบันสมาคมฯ ได้พัฒนาและบูรณาการงานธนาคารพัฒนาหมู่บ้านควบคู่ไปกับงาน โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ ให้ผสมผสานไปด้วยกัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]...

[vc_row][vc_column][vc_column_text] การพัฒนาและการส่งเสริมการศึกษา ในระหว่างปี พ.ศ. 2524 ถึง พ.ศ. 2534 มีการขยายตัวการของอุตสาหกรรมก่อสร้างเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากขึ้น  ส่งผลต่อการอพยพเข้ามาหางานทำของประชาชนจากภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เดินทางมาขายแรงงาน เป็นกรรมกรก่อสร้างจำนวนมาก สมาคมฯ ได้เห็นปัญาที่ครอบครัวของแรงงานเหล่านั้นได้อพยพ ตามหัวหน้าของครอบครัวมา จึงได้จัดทำ "โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกคนงานก่อสร้าง" โดยจัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงและให้การศึกษา แก่ลูกคนงานก่อสร้าง ซึ่งเป็น"ศูนย์สาธิตต้นแบบ"โดยการสนับสนุนของมูลนิธิฟอร์ดและใช้ชื่อว่า "ศูนย์พัฒนาเด็กมีชัย" ซึ่งมีทั้งสิ้น 11 แห่ง กระจายอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร มีลูกคนงานก่อสร้างอายุ 3-5 ปี มากกว่า 2,000 คน ได้เข้ารับการเลี้ยงดูให้มีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ สอนให้มีพัฒนาที่เหมาะสมกับวัยได้เรียนหนังสือ มีระเบียบวินัย รักความสะอาด และรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสมาคมฯ ได้รับเด็กไว้ในอุปการะให้การเลี้ยงดูและการศึกษาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2525 จากการดำเนินงานดังกล่าว สมาคมฯ ยังพบกับปัญหาที่ตามมาของการดำเนินงานกับ กลุ่มประชากรในวัยแรงงาน ที่ขาดความรู้ ความเข้าใจเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์  ทำให้มีการตั้งครรภ์ และคลอดบุตร ที่มีเชื้อเอชไอวี/เอดส์  ซึ่งงานลำดับถัดมาของสมาคมฯ จึงได้จัดตั้ง "บ้านธารน้ำใจ" เพื่อเลี้ยงดูเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ และดำเนินการจัดหาทุนการศึกษาช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]...

[vc_row content_width="grid"][vc_column][vc_column_text] การศึกษาวิจัยและประเมินผล ในทุกโครงการที่สมาคมฯ ดำเนินงาน มีระบบติดตามและประเมินผลการทำงานอย่างเป็นระยะๆ นับตั้งแต่ 1.ระยะก่อนเริ่มโครงการ ที่ต้องมีการสำรวจข้อมูลพื้นฐาน 2.ระยะดำเนินการ ทีมีการติดตามผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ มากน้อยเพียงใด 3.ระยะสิ้นสุดโครงการ ที่จะต้องเปรียบเทียบผลของการดำเนินงานว่า ถึงเป้าหมายครบตามที่วางไว้หรือไม่ โดยมีตัวชี้วัดที่ได้ถูกกำหนดจากผู้ปฏิบัติงาน (เจ้าหน้าที่ผู้ทำงาน)  จากกลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์ (ประชาชนในพื้นที่) และจากเจ้าหน้าที่วิจัย (ผู้ประเมิน) เพื่อร่วมกันกำหนดกรอบของการติดตามและประเมินผล ให้สอดคล้องตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการนั้น ซึ่งหัวใจหลักของการติดตามและประมินผลของสมาคมฯ คือ  เป็นระบบที่มีการกำหนดตัวชี้วัดหลักๆ ที่จำเป็นและวัดได้ กำหนดการเก็บข้อมูลหรือกรอกข้อมูลอย่างง่ายๆ สะดวกกับผู้กรอกและผู้เก็บข้อมูล เอกสารที่ไม่ซับซ้อน ความถี่ในการเก็บข้อมูล และลักษณะการเก็บข้อมูลเหมาะสม กับกิจกรรมที่ดำเนินการ ที่สำคัญ คือ สามารถนำตัวชี้วัดเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในการติดตามความก้าวหน้าปัญหาอุปสรรคของโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่น ระบบการติดตามผลโครงการวางแผนครอบครัวชุมชน ที่ต้องจัดทำฐานข้อมูลเป็นระดับหมู่บ้าน (Community-Based Distribution: CBD) ที่มีความชัดเจนครอบคลุมทั้งระดับผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ และบริการที่ไปส่งเสริม ทำให้มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ที่เข้ามาศึกษาดูงานจากสมาคมฯ เพื่อนำไปพัฒนาหรือประยุกต์ใช้กับงานในหน่วยงานของตน การติดตามผล เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการโครงการเป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์โครงการ อาจกล่าวได้ว่าทุกโครงการหรือกิจกรรมที่สมาคมฯ ดำเนินการมีการติดตามผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม การประเมินผลโครงการ เป็นอีกภารกิจหนึ่งที่สมาคมฯ ต้องดำเนินการ เนื่องจากโครงการที่ดำเนินการส่งเสริมส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีระยะเวลาในการดำเนินงาน มีตั้งแต่ ระยะสั้น 1 ปี ไปจนถึง 10 ปีขึ้นไป ดังนั้นมีจำเป็นอย่างยิ่งที่สมาคมฯ จะต้องทำการสำรวจเก็บข้อมูลพื้นฐานก่อน และนำข้อมูลเหล่านั้นมาติดตามผลระหว่างที่ดำเนินโครงการ จนกระทั่งจบโครงการ ที่ต้องมีการประเมินผล เพื่อวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงานที่ผ่านมา  โดยมีระเบียบวิธีการวิจัย เทคนิคการเก็บข้อมูล และตัวชี้วัดที่สอดคล้องเหมาะสมกับโครงการนั้นๆ ประโยชน์ของการติดตามและประเมินผลอีกประการ คือ เป็นการรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ให้ผู้สนับสนุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้รับทราบ   "การสนับสนุนจากหน่วยงานต่างประเทศ จะมีการติดตามนิเทศงานโดยผู้แทนของหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนงบประมาณ" และในกรณีที่มีการขยายเวลาดำเนินโครงการก็จะมีการจัดส่งคณะประเมินผลมาประเมินโครงการ เพื่อพิจารณาอนุมัติการดำเนินการต่อไป ในระหว่างปี พ.ศ. 2545 - 2552 นอกจากการดำเนินการติดตามประเมินผลกับโครงการสมาคมฯ ที่ดำเนินการแล้ว สมาคมฯ โดยฝ่ายวิจัยและสารสนเทศ ได้รับ ดำเนินการศึกษาวิจัยให้หน่วยงานองค์กรภายนอกด้วย โดยถือเป็นโอกาสในการพัฒนาประสบการณ์ และศักยภาพของเจ้าหน้าที่ เป็นการสร้างเครือข่ายและหารายได้มาสนับสนุนงานพัฒนาชนบท[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]...

[vc_row content_width="grid"][vc_column][vc_column_text] การสร้างจิตสาธารณะ: ห้องสมุดของเล่นประจำหมู่บ้าน ห้องสมุดของเล่นประจำหมู่บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของ "การสร้างจิตสาธารณะ" ของเด็กและเยาวชน ส่งเสริมการเป็นผู้นำการช่วยเหลือสังคม และรักษาสิ่งแวดล้อม โดยจะส่งเสริมให้พ่อแม่แนะนำและสอนให้เด็กสนใจที่จะบริจาคของเล่นบางส่วนให้แก่เด็กในชนบท หลังจากพ่อแม่ช่วยสอนให้ลูกหลานสนใจที่จะบริจาคของเล่นแล้วสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (Population & Community Development Association : PDA) จะนำของเล่นไปส่งที่หมู่บ้านในชนบทโดยให้เด็กในหมู่บ้านอายุตั้งแต่ 8 ปี ถึง 14 ปี เป็นผู้บริหารจัดการดูแลห้องสมุดของเล่นประจำหมู่บ้านของตนเด็กในหมู่บ้านที่สนใจจะขอยืมของเล่น จะต้องตอบแทนด้วยการทำงานสาธารณประโยชน์ เช่น เพาะกล้าไม้ ปลูกต้นไม้ หรือ เก็บขยะ เช่น พลาสติก กระดาษ กระป๋อง ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Recycle) มาแลกกับของเล่น กล้าไม้ที่เด็กๆ รวบรวมก็จะเกิดเป็นธนาคารกล้าไม้ โดยจะชักชวนผู้ใหญ่มาร่วมปลูกและบริจาคต้นไม้สบทบด้วย ส่วนขยะที่เก็บมาจะนำมาตั้งเป็นธนาคารขยะ ซึ่งบริหารจัดการ โดยเด็กและเยาวชน เพื่อนำรายได้มาใช้ในการดำเนินงานของห้องสมุดของเล่นประจำหมู่บ้าน และศูนย์คอมพิวเตอร์ของเด็ก [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]...

[vc_row content_width="grid"][vc_column][vc_column_text] โครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้าน (Village Development Partnership) โครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้าน หรือ Village Development Partnership (VDP) เป็นโครงการพัฒนาแบบองค์รวมในระดับหมู่บ้านเพื่อขจัดปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาต่างๆ ไม่ใช่การแก้ที่ปลายเหตุด้วยวิธีการช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ที่ไม่ได้ผล สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนเชื่อว่า สิ่งที่จะสามารถขจัดความยากจนได้ คือ การเปลี่ยนจากความช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ไปสู่การส่งเสริมให้ชาวบ้านมีทักษะในการทำธุรกิจ มีแหล่งเงินทุน โดยใช้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการพัฒนาทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้าน การระดมความคิดและจัดทำแผนโครงการโดยใช้เทคนิคบันไดคุณภาพชีวิต (Bamboo Ladder) และการทำ Community Need Assessment - CNA การดำเนินโครงการไปจนถึงการติดตามและประเมินผล หลักการของโครงการที่สำคัญ ได้แก่ การใช้ธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน เป็นศูนย์กลางของแหล่งทุน โดยเงินทุนเริ่มต้นของธนาคารฯ จะได้มาจากการร่วมปลูกต้นไม้เพื่อแลกเป็นเงินกองทุนเข้าในธนาคารฯ เพื่อให้สมาชิกได้กู้ยืมเพื่อประกอบธุรกิจและเกิดการออม ผลกำไรของธนาคารฯ ส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ในงานพัฒนาด้านต่างๆ ของหมู่บ้านเช่น ด้านการศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ ผลลัพธ์ที่สำคัญจากการดำเนินโครงการ คือ การที่ชาวบ้านมีอาชีพมีรายได้ มีการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ชาวบ้านสามารถริเริ่มและดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาต่างๆ โดยระบุปัญหาและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเดียว ชาวบ้านมีศักยภาพในการหาความรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว และมีการรวมตัวกันเพื่อพัฒนาหมู่บ้านของตนอย่างเป็นระบบ เยาวชนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีอัตราการย้ายถิ่นฐานเพื่อหางานทำในเมืองใหญ่ลดลง ชาวบ้านปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการเป็นเพียงผู้รับและพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐและการบริจาคเป็นผู้กำหนดแนวทางการพัฒนาหมู่บ้านด้วยตนเอง ธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน มีผลประกอบการเติบโตขึ้น และคณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้านมีความเข้มแข็งสามารถดำเนินงานพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน โครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้าน สามารถสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างหมู่บ้านในชนบทกับผู้สนับสนุนโครงการ ซึ่งอาจเป็นบุคคล ครอบครัว องค์กร หรือบริษัท ธุรกิจต่างๆ โครงสร้างของโครงการจะช่วยให้บริษัทที่มีแนวคิดในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ Corporate Social Responsibility - CSR สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบทได้ตามนโยบาย ทรัพยากรและความสามารถของบริษัท การสนับสนุนทำได้ทั้งในรูปของเงินทุน ความเชี่ยวชาญและทักษะต่างๆ เพื่อช่วยให้ชาวบ้านริเริ่มธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจชุมชนได้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหลักในการพัฒนาชนบทและเป็นการรวมความเชี่ยวชาญทางการประกอบธุรกิจและการพัฒนาชนบทเข้าไว้ด้วยกัน ปัจจุบันโครงการนี้ได้ขยายและนำไปดำเนินการที่ประเทศกัมพูชา โดยได้รับการสนับสนุนจาก BILL & MELINDA GATES Foundation[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]...

[vc_row content_width="grid"][vc_column][vc_column_text] การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมชนบท โครงการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมชนบท (สอช.) มีแนวคิดที่ต้องการให้ภาคธุรกิจได้มีส่วนช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะสังคมชนบท ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ในปี พ.ศ. 2533 ด้วยการชักชวนให้หน่วยงานภาคธุรกิจอุตสาหกรรมได้ร่วมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนมีส่วนร่วม ในการพัฒนาสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากประชาชนในชนบทจะได้รับประโยชน์แล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัทอีกด้วย จากการดำเนินงานโครงการดังกล่าว ได้เกิดรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมชนบทอย่างเป็นรูปธรรมขึ้น จนได้รับการยอมรับจากหน่วยงานต่างๆ และบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 การดำเนินงานโครงการฯ จะเป็นในลักษณะของความร่วมมือ3 ประสาน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และชาวบ้านในท้องถิ่น รวมถึงองค์กรพัฒนาเอกชน (์NGO) โดยทำการชักชวนหน่วยงานภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมด้านการผลิตที่สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่กลุ่มชาวบ้านหรือองค์กรชุมชนได้ มีการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี เพื่อขอให้ "ขยายฐานการผลิตออกไปสู่ชนบท" สมาคมฯ เป็นผู้ประสานและเตรียมการในเรื่องของพื้นที่ แรงงาน รวมถึงการประสานงานกับภาครัฐ ในเรื่องขอรับการสนับสนุนด้านเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการฯ นอกจากภาพลักษณ์ที่หน่วยงานภาคธุรกิจจะได้รับ ยังจะเป็น "การลดค่าใช้จ่ายในด้านของค่าจ้างแรงงานและลดปัญหาของการย้ายถิ่น" ขณะเดียวกันยังทำให้ ประชาชนมี "ความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของ" "มีทักษะในการผลิต"และ "ได้อยู่กับครอบครัวของตนเอง" ไม่ต้องอพยพไปเป็นแรงงานที่จังหวัดอื่น เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ "สถาบันครอบครัว" ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคม แต่กลับมีความสำคัญมากที่สุดในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ จากการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2539–2552 โครงการสามารถสร้างรายได้จากการจ้างงานในชนบทแล้วกว่า 4.83 พันล้านบาท[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]...

[vc_row content_width="grid"][vc_column][vc_column_text] การส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มูลนิธิคอนราด อเดนาวร์ จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Konrad Adenauer Foundation) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ให้การสนับสนุนโครงการฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 จนถึงปัจจุบัน ระยะแรก โครงการเน้นจัดการฝึกอบรมเกษตรกรให้มีความรู้ในด้านการเกษตรและการจัดการฟาร์ม การสร้างผู้ประกอบการขนาดเล็ก และขนาดย่อมให้มีความรู้ในการประกอบธุรกิจ รวมทั้งการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพสตรีในด้านธุรกิจและสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน โครงการได้มุ่งส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เริ่มจากโครงการนำร่องด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย เพื่อหารูปแบบผสมผสานความคิดในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนด้วยการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมชุมชน "ส่งเสริมประชาธิปไตยในรูปแบบการพึ่งพาตนเอง" และการต่อยอดการพัฒนาธุรกิจชุมชน ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม ให้มีมาตรฐานเป็นเครือข่ายในการพัฒนาธุรกิจต่อไป นอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพสตรีและเยาวชนในหมู่บ้านให้มีบทบาทหน้าที่และมีส่วนร่วมในการพัฒนาหมู่บ้านของตนเอง ได้มีการจัดตั้ง "องค์การ บริหารหมู่บ้านเยาวชน" (อบต.เยาวชน) ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2541 ด้วยวิธีเลือกตั้ง ที่ตำบลหนองโบสถ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 14 หมู่บ้าน และตำบลหายโศก อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 15 หมู่บ้าน เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย และร่วมเสนอความคิดเห็นต่างๆ ต่อองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ในการพัฒนาชุมชนของตนเอง ปัจจุบันได้มีการขยายจำนวน อบต.เยาวชนไปยังหมู่บ้านต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศที่อยู่ในพื้นที่ดำเนินงานของสมาคมฯ[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]...

[vc_row][vc_column][vc_column_text] การฝึกอบรมนานาชาติ (The Asian Center for Population and Community Development - ACPD) ศูนย์พัฒนาประชากรและชุมชนแห่งเอเซีย หรือ The Asian Center for Population and Community Development (ACPD) ก่อตั้งขึ้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2521 เพื่อเป็นศูนย์จัดการอบรมแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้ความรู้เผยแพร่ประสบการณ์และความสำเร็จของสมาคมฯ ในด้านต่างๆ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณเริ่มต้น Pathffiinder Fund, Japanese Organization for International Cooperation in Family Planning (JOICFP) และรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ (Royal Netherlands Government) ประกอบด้วยหลักสูตรการอบรม อาทิ 1.ด้านการวางแผนครอบครัวและสาธารณสุขมูลฐาน 2.การส่งเสริมรายได้ 3.การป้องกันโรคเอดส์ 4.การอบรมนักฝึกอบรมขั้นพื้นฐาน 5.การฝึกอบรมนักฝึกอบรมขั้นสูง ผู้หญิงกับการพัฒนาและการสร้างรายได้ 6.การพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำ 7.การส่งเสริมอุตสาหกรรมในชนบท 8.การสร้างรายได้เพื่อความยั่งยืนขององค์กร หรือ NGO Financial Sustainability โดยการอบรมจะมีทั้งภาคทฤษฎีในห้องเรียน การทัศนศึกษาดูงานกิจกรรมต่างๆ ของสมาคมฯ และกิจกรรมของภาครัฐในรอบ 30 ปี ของการดำเนินงานของศูนย์ฯ มีผู้เข้ารับการอบรมไปแล้วกว่า 3,000 คน จากกว่า 50 ประเทศ ในหลักสูตรต่างๆ ประเทศที่เข้ารับการอบรมมากที่สุดคือ บังคลาเทศรองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ เนปาล ไทย เวียดนาม อินเดีย และ อินโดนีเซีย ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจมาเยี่ยมชมและรับฟังบรรยายสรุปกิจกรรมของสมาคมฯ กว่า 9,800 คนจาก 54 ประเทศ[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]...

[vc_row][vc_column][vc_single_image image="1994" img_size="full" alignment="center"][vc_empty_space height="50px"][/vc_column][/vc_row][vc_row content_width="grid"][vc_column][vc_column_text] การพัฒนาคุณภาพชีวิต [/vc_column_text][vc_column_text]การดำเนินงานของสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ในลำดับต่อมามิได้เป็นเพียงโครงการเดี่ยวเหมือนเมื่อในอดีต  หากแต่มีการบูรณาการทุกมิติของชุมชนเข้าด้วยกัน ที่เรียกว่า "โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต" โดยรวมมิติของสุขภาพอนามัย ด้านเศรษฐกิจการสร้างรายได้ลดรายจ่าย ด้านการจัดหาทรัพยากรน้ำบริโภค อุปโภค  ด้านสิ่งแวดล้อม  ด้านการบริหารจัดการกลุ่มและองค์กร บทบาทชายหญิงความเท่าเทียม  ฯลฯ เข้าไว้ด้วยกันซึ่งเป็น "การบูรณารงานพัฒนาแบบองค์รวม" (Holistic) ที่มีเป้าหมายหลัก คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามความต้องการของชุมชนเป็นหลัก  โดยก่อนที่จะเริ่มดำเนินการ หรือกิจกรรมต่างๆสมาคมฯ โดยฝ่ายวิจัยและสารสนเทศ จะดำเนินการสำรวจ ศึกษาและจัดทำแผน ร่วมกันกับชุมชนอย่างมีส่วนร่วม หลังจากนั้นจึงได้นำมาออกแบบกิจกรรมตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งเป็น "กระบวนการสร้างความมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริง" [/vc_column_text][vc_empty_space height="20px"][edgtf_message type="with_icon" icon_pack="font_awesome" fa_icon="fa-quote-right" background_color="#ffe2a8" close_icon="#f7f9fa"] ร่วมคิด...